ทำไมต้องมีการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองในประเทศไทย
ปัจจุบันทางหลวงในรัศมี 100 กิโลเมตรรอบเขตกรุงเทพมหานครมีปริมาณการจราจรเต็มขีดความสามารถ ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดขยายไปในวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทางหลวงพิเศษมีลักษณะเด่นตรงที่สามารถทำความเร็วในการเดินทางได้ต่อเนื่อง โดยแยกรถที่เดินทางผ่านพื้นที่ (เดินทางระหว่างเมืองหรือจังหวัด) ออกจากรถที่เดินทางภายในพื้นที่ มีการควบคุมทางเข้าออกอย่างสมบูรณ์ (Fully Controlled Access) ไม่มีจุดตัดในระดับเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องหยุดหรือชะลอความเร็ว มีรั้วกั้นตลอดแนว ไม่ต้องระวังคนหรือสัตว์ข้ามถนน ทำให้สามารถใช้ความเร็วได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจึงมีขีดความสามารถในการบรรเทาปัญหาการจราจรและเพิ่มศักยภาพระบบคมนาคมได้ดีกว่าถนนในแบบอื่นๆ

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง
เมื่อมีการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแล้ว ประชาชนจะสามารถเดินทางระหว่างจังหวัดได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องจากมีเส้นทางการเดินทางสั้นลง และมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ การเดินทางและขนส่งสินค้าที่รวดเร็ว สามารถคาดการณ์ระยะเวลาการเดินทางได้ ช่วยให้ขนส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและตรงเวลายิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งภายในประเทศหรือต่างประเทศ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ เกิดเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ มีการจ้างงาน กระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปท่องเที่ยวมากขึ้น ลดปัญหาด้านมลพิษ และที่สำคัญลดความสูญเสียอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางถนน

ตอนนี้ประเทศไทยมีโครงการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ทั่วประเทศแล้ว เหตุใดต้องมีการพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองขึ้นอีก เป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนหรือไม่
ไม่เป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้ว่าการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่นั้นจะสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมาก แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ (Accessibility) ไปยังจุดเริ่มต้นหรือจุดหมายปลายทาง รวมถึงจุดเชื่อมต่อระบบการคมนาคมขนส่งรูปแบบอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ หรือที่เรียกว่า Door-to-Door มาช่วยรองรับและเชื่อมโยงการขนส่ง โดยในการพัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษจะกำหนดให้มีโครงข่ายที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขนส่งทางราง การขนส่งทางน้ำ และการขนส่งทางอากาศ ส่งผลการขนส่งสินค้าของประเทศมีความสะดวกรวดเร็ว ตรงเวลา และมีต้นทุนการขนส่งที่ลดลง เพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันกับต่างประเทศ

ในการศึกษาและจัดทำโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับความต้องการด้านการเดินทางและขนส่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง
ในการจัดทำโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • ความต้องการในการเดินทาง สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม คือ มีระยะทางสั้น และใช้เวลาในการเดินทางน้อย
  • การเชื่อมโยงเมืองและพื้นที่หลัก ช่วยให้การเดินทางและขนส่งระหว่างพื้นที่มีความสะดวก รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่ๆ นิคมอุตสาหกรรม และด่านการค้าชายแดน รวมถึงมีทางเข้า-ออกทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองอยู่ในจุดที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและเหมาะสม
  • การเชื่อมโยงและความซ้ำซ้อนกับโครงข่ายคมนาคมอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อกับระบบคมนาคมอื่นๆ โดยที่เส้นทางไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อให้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport)
  • ข้อจำกัดทางด้านสิ่งแวดล้อมต่อการพัฒนาโครงข่าย พยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนสูง
  • รูปแบบโครงข่ายทางหลวง (Highway Network Pattern) พิจารณาข้อดีข้อเสีย และความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งรูปแบบตาราง แบบรัศมี แบบรัศมีและวงแหวน และแบบแกนกระดูก
  • ลำดับชั้นของทางหลวง (Highway Hierarchy) เพื่อวางลำดับความสำคัญของโครงข่ายในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว
  • ความต่อเนื่องของทางหลวง (Route Continuity) ต้องเป็นโครงข่ายที่ต่อเนื่องเป็นแนวเส้นทางเดียวกัน ลดความสับสนในเส้นทาง สามารถคาดเดาเส้นทางในการเดินทางได้

รูปแบบโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงพิเศษที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกเป็นอย่างไร
ปัจจุบันโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงพิเศษทั่วโลกแบ่งออกเป็น 4 แบบ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันดังต่อไปนี้ 

แบบตาราง (Grid Network) ทางหลวงจะวางแนวเหนือใต้ตะวันออกตะวันตกตัดกันหลายเส้นเหมือนตารางหมากรุก มีจุดตัดหลายจุด มีจุดเด่น คือ สามารถเลือกเส้นทางการเดินทางได้หลากหลาย และลดความสับสนในการเดินทาง แต่มีจุดด้อย คือ มีทางแยกทางร่วมมาก อาจจะทำให้การเดินทางหยุดชะงักเป็นช่วงๆ ได้ ประเทศที่ใช้โครงข่ายแบบนี้คือ สหรัฐอเมริกา
   
แบบรัศมี (Radial Network) ทางหลวงสายหลักจะพุ่งเข้า-ออกสู่ศูนย์กลาง (เมืองใหญ่) ไปยังพื้นที่ต่างๆ จุดเด่น คือ สามารถเดินทางเข้าถึงศูนย์กลาง (เมืองใหญ่) ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจุดด้อย คือ ทางเลือกในการเดินทางน้อย การเดินทางไปยังจุดเข้าออกค่อนข้างลำบาก และการจราจรจะกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลาง
   
แบบรัศมีและวงแหวน (Radial and Circumferential Network) โครงข่ายนี้ปรับปรุงมาจากแบบรัศมีเดิม โดยพยายามเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้มากขึ้น และช่วยลดการกระจุกตัวของปริมาณการจราจรที่ศูนย์กลาง โดยสร้างวงแหวนรอบเมืองใหญ่ มีจุดเด่น คือ ช่วยลดปริมาณรถบริเวณจุดศูนย์กลาง จุดด้อย คือ ยังมีปริมาณจราจรที่เข้าสู่จุดศูนย์กลางยังคงมีจำนวนมาก และมีปัญหาจราจรติดขัดบริเวณวงแหวน ตัวอย่างประเทศที่ใช้โครงข่ายลักษณะนี้คือ ประเทศญี่ปุ่น และอังกฤษ
   

แบบแกนกระดูก (Spine Network) เป็นโครงข่ายที่มีทางหลวงสายหลักทำหน้าที่รองรับการเดินทาง และมีถนนสายรองแตกย่อยออกไป จุดเด่น คือ ผู้ที่เดินทางไกลสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ด้วยระยะทางที่ใกล้ ไม่ต้องเดินทางเข้าสู่จุดศูนย์กลาง จุดด้อย คือ จะต้องมีโครงข่ายทางหลวงสายรองช่วยในการเชื่อมทางหลวงที่เป็นแกนกับพื้นที่ต่างๆ จึงเหมาะกับประเทศที่มีพื้นที่แคบหรือจำกัด ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทย
 



ทางโครงการฯ กำลังวิเคราะห์และพัฒนาออกแบบรูปแบบของโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับความต้องการในการเดินทางของประชาชนในประเทศไทย


โครงสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อโครงการ | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จำนวนผู้เข้าชม

Content & Webdesign © 2011 By Daoreuk Communications Co, Ltd. All right reserved.