การเดินทางทางถนนที่รวดเร็วและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ทางหลวงพิเศษหรือมอเตอร์เวย์ (Motorway) จึงถูกสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการ

แม้ว่าในประเทศต่างๆ มีเรียกชื่อและกำหนดระบบหมายเลขเส้นทางที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Motorway” เหมือนสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพของอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสเรียกว่า “Autoroutes” ประเทศเยอรมนีเรียกว่า “Autobahn” สหรัฐอเมริกาเรียกว่า “Interstate Highway System” เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่มาตรฐานที่สำคัญของทางหลวงพิเศษหรือมอเตอร์เวย์นี้คือ มีการควบคุมการเข้าออก (Total Control Access) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย สามารถทำความเร็วในการขับขี่ และถึงที่หมายได้รวดเร็ว

แม้ว่าประเทศอิตาลีจะเป็นประเทศแรกที่ก่อสร้างทางหลวงพิเศษ แต่ยุคเฟื่องฟูทางหลวงพิเศษเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมนีก่อสร้างทางหลวงพิเศษ หรือ Autobahn เพื่อการเคลื่อนพลไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็วฉับไว จนทำให้ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ในยุโรปตัดสินใจวางแผนและก่อสร้างทางหลวงพิเศษ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการทหาร และเปลี่ยนเป็นเพื่อการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ในที่สุด

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีทางหลวงพิเศษระยะทางยาวมากที่สุด รองลงมาคือ ประเทศประชาชนจีน ประเทศแคนาดา ประเทศสเปน ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเม็กซิโก ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิตาลี และสหราชอาณาจักรตามลำดับ ในส่วนของประเทศไทยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง” หรือ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ปัจจุบันมีระยะทางรวม 146 กิโลเมตร แต่หากว่ารวมทางพิเศษ (Expressway) และโทลล์เวย์ ที่มีการควบคุมทางเข้าออกเช่นเดียวกัน จะมีระยะทางรวมทั้งหมด 382 กิโลเมตร





   



การเดินทัพที่รวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับกองทัพ นายพลดไวต์ ดี. ไอเซนฮาว ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 34 ของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ทั่วโลกอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นอันร้อนระอุ จึงผุดอภิมหาโครงการอย่างการก่อสร้างถนนระหว่างรัฐขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อจะได้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือรัฐต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อถูกโจมตี เหมือนการเดินทัพอย่างรวดเร็วบนทางหลวงพิเศษ หรือออโตบาห์นของกองทัพนาซี

อย่างไรก็ตาม แรงสนับสนุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้หาใช่กองทัพ แต่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ช่วยกันผลักดันให้ National Interstate and Defense Highways Act ได้รับการอนุมัติ ซึ่งประสบความสำเร็จใน พ.ศ. 2499 นั่นเอง

ระบบทางหลวงระหว่างรัฐของสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มต้นก่อสร้างขึ้นจากหนึ่งรัฐไปสองรัฐ จนกระทั่งครอบคลุมทั่วทุกรัฐ ประกอบไปด้วยทางหลวง 3 แบบ ได้แก่ ทางหลวงที่ไม่จำกัดความเร็ว (freeway) ทางหลวงแผ่นดิน (highway) และทางหลวงพิเศษ (expressway) ใช้ระบบตัวเลขกำหนดสายทาง โดยตัวเลข 1 หลักและ 2 หลักจะเป็นถนนสายหลัก โดยเส้นทางที่ลงท้ายด้วยเลขคู่จะเป็นเส้นทางข้ามจากฝั่งตะวันออกมาตะวันตก ส่วนเส้นทางที่ลงท้ายด้วยเลขคี่จะเป็นเส้นทางจากเหนือจรดใต้ ส่วนตัวเลข 3 หลักจะเป็นถนนที่เป็นสาขาหรือเส้นทางวนรอบพื้นที่ในเขตชนบท

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: รัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น
  • ระยะทางรวม : 75,440 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 105-129 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ)
    • ต่ำสุด : -

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออก


กลับสู่ด้านบน





การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก ภาคอุตสาหกรรมของประเทศเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการทางด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแม้ว่าจีนจะมีโครงข่ายถนนเกือบ 4 ล้านกิโลเมตร แต่การเดินทางไปยังบางพื้นที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งด้านสภาพถนนและสภาพการจราจร จึงมีการพัฒนาทางหลวงแบบควบคุมการเข้าออกหรือทางหลวงพิเศษ ที่จีนเรียกว่า National Truck Highway System (NTHS) ให้ได้ระยะทาง 108,000 กิโลเมตรใน พ.ศ. 2559 ซึ่งช่วยลดระยะทางและประหยัดเวลาการเดินทาง ทำให้ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ลดลง โดยยึดมาตรฐานของระบบทางหลวงระหว่างรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา (the American Interstate Highway System) เป็นต้นแบบในการก่อสร้าง  

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: บริษัทที่แสวงหากำไร มีทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเจ้าของ โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ก่อสร้างเส้นทาง
  • ระยะทางรวม 74,000 กิโลเมตร (พ.ศ. 2553)
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด :  70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน





ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศรัสเซีย และมีโครงข่ายถนนมากกว่า 1,042,300 กิโลเมตร ประมาณ 22 เท่าของเส้นรอบวงของโลก ในจำนวนนี้เป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษ 16,900 กิโลเมตร อย่างไรก็ดี แม้ว่าแคนาดาจะมีเครือข่ายทางหลวงพิเศษมาก แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่แล้ว ยังถือว่ามีจำนวนน้อยอยู่มาก

เครือข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศแคนาดานี้มีทั้งเก็บค่าผ่านทางและไม่เก็บค่าผ่านทาง ส่วนที่เก็บค่าผ่านทางส่วนใหญ่จะเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายทางหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีบางส่วนที่ท้องถิ่นเป็นผู้บริหารจัดการและเก็บค่าผ่านทางเช่นเดียวกัน ซึ่งทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแต่ละจังหวัดเป็นสำคัญ

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: หน่วยงานระดับท้องถิ่นและรัฐบาล
  • ระยะทางรวม 16,900 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด : -

 *หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน





Autopsitas และ Autovia เป็นทางหลวงที่ควบคุมทางเข้าออกอย่างสมบูรณ์ในประเทศสเปน มีช่องจราจรอย่างน้อย 4 ช่อง บางช่วงสามารถทำความเร็วได้ถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพถนน และสภาพอากาศ

Autopsitas เป็นทางหลวงที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้ทาง ส่วน Autovia จะเป็นทางหลวงที่พัฒนามาจากถนนสายเก่า ซึ่งจะอนุญาตให้รถที่ขับช้าและรถที่ไม่สามารถใช้ Autopsitas อาทิ รถจักรยาน รถทางการเกษตร สามารถเข้ามาใช้ทางได้

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: the General Road Directorate,the Ministry of Public Work (รัฐบาลกลาง)
    และ บริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทาน (เส้นทางที่เสียค่าธรรมเนียม)
  • ระยะทางรวม 5,152 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด :  60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน




นอกจากประเทศเยอรมนีจะเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งการผลิตรถยนต์ของโลก โดยมีบริษัทรถยนต์ในฝัน อย่างเมอร์ซีเดสเบนซ์ หรือบีเอ็มดับเบิลยูแล้ว ทางหลวงพิเศษ หรือ  Autobahn ที่มีชื่อในภาษาเยอรมันว่า Bundesautobahn (Federal expressway) ก็เป็นเส้นทางที่คนกล่าวถึงมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่จำกัดความเร็วในการขับรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์

หากย้อนอดีตไปเมื่อ พ.ศ. 2463-2473 Autobahn มีชื่อเต็มๆ ว่า Reichautobahn ตามชื่อประเทศในขณะนั้น แต่ในช่วงเริ่มต้นการพัฒนาเส้นทางยังเป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะขาดแรงหนุนทางการเมืองและติดปัญหาด้านการเงิน แต่ใน พ.ศ. 2476 พรรคนาซีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางขึ้นมาเป็นโครงการหลักของพรรค ทำให้มีการจ้างคนงานก่อสร้างกว่า 100,000 คน ทำให้มีโครงข่ายที่ครอบคลุมจนสามารถเดินทัพและเดินทางได้อย่างรวดเร็วฉับไวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการจุดประกายให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร่งพัฒนาทางหลวงพิเศษหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 กันอย่างยกใหญ่

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ประเทศเยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศถูกตัดแบ่งเป็นเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก ทางฝั่งประเทศเยอรมนีตะวันตกได้ทยอยซ่อมแซมเส้นทางที่เสียหายจากระเบิดในช่วงสงครามและก่อสร้างเส้นทางใหม่ๆ อย่างเอื่อยเฉื่อย ส่วนในประเทศเยอรมนีตะวันออกเลวร้ายกว่านั้น เพราะถนนหนทางที่เสียหายถูกทอดทิ้งและขาดการบูรณะ แต่ภายหลังการรวมประเทศโครงข่ายทั้งหมดก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างจริงจัง และสร้างสายทางขึ้นมาใหม่ให้ครอบคลุมและได้มาตรฐานทั่วทั้งประเทศ และเป็นถนนที่สามารถใช้ความเร็วได้ไม่จำกัดโดยที่ไม่กระทบกระเทือนด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเลย

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: รัฐบาลมอบหมายให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดูแลการเก็บค่าธรรมเนียม
  •  ระยะทางรวม : 12,813 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด (สภาวะปกติ)
    • สูงสุด : ไม่มี แต่แนะนำไว้ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด : ไม่ได้กำหนดไว้แน่นอน แต่ห้ามขับช้ากว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่มีเหตุจำเป็น

 *หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน




หากขับรถในประเทศฝรั่งเศสแล้วเจอเส้นทางที่มีคำว่า peage ให้เตรียมเงินในกระเป๋าเอาไว้ให้พร้อม เพราะเป็นทางหลวงที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้ ประเทศฝรั่งเศสเรียกโครงข่ายนี้ว่า Autoroute หรือที่ประเทศไทยเรียกว่า ทางหลวงพิเศษหรือมอเตอร์เวย์นั่นเอง

ทางหลวงพิเศษในฝรั่งเศสมีระบบตัวเลขในการใช้ระบบตัวเลขที่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้ตามแนวละติจูดและลองติจูด แต่ใช้ระบบกลุ่มพื้นที่ (Cluster) ตัวอย่างเช่น เส้นทาง A1 A3 A4 A5 A6 A10 A13 A14 A15 A16 เป็นเส้นทางที่อยู่รอบเมืองปารีส โดยมีเส้นทาง A2 A11 และ A12 แยกออกมาจา A1 A10 และ A13 ตามลำดับ ส่วนเส้นทาง A7 เริ่มต้นในเมืองลียง ในจุดที่เส้นทาง A6 สิ้นสุด เส้นทาง A8 และ A9 มีจุดเริ่มต้นใกล้ๆ กับเมือง เอ็กซองโพรวองซ์ และเมืองอาวินยง ตามลำดับ ส่วนเส้นทางหมายเลข 20s จะอยู่ในฝรั่งเศสตอนเหนือ เป็นต้น

นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสยังคิดชื่อเก๋ๆ ให้เข้ากับสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ นอกเหนือจากตัวเลขปกติ อาทิ เส้นทางหมายเลข A6 และ A7 มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ทางหลวงพิเศษสุริยะ” หรือ Sun motorway (Autoroute du Soleil) เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ผ่านสถานที่พักตากอากาศริมทะเลที่มีแสงแดดอันอบอุ่น เส้นทางหมายเลข A40 ชื่อว่า “ทางหลวงพิเศษสีขาว” หรือ White motorway (Autoroute blanche) เนื่องจากเป็นทางหลวงที่วิ่งไปยังเมือง Chamoni ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศฤดูหนาว ที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด  

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: บริษัทเอกชนภายใต้ข้อบังคับของรัฐบาลฝรั่งเศส
  • ระยะทางรวม 12,000 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด : 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน




แม้ว่าประเทศเม็กซิโกจะมีภูมิประเทศเป็นภูเขาและเนินเขาสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่กลับมีโครงข่ายถนนมากที่สุดของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา (Latin America) ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศ คิดเป็นระยะทางรวม 366,095 กิโลเมตร เป็นทางหลวงที่มีช่องทางการจราจรหลายช่องรวม 10,747 กิโลเมตร ในจำนวนนี้เป็นทางหลวง 4 ช่องจราจร 9,544 กิโลเมตร และที่เหลือเป็นทางหลวงที่มีช่องทางการจราจรมากกว่า 6 ช่อง

ทางหลวงในประเทศเม็กซิโกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Carreteras ได้แก่ ทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจร และ Autopista ได้แก่ ทางหลวงที่มีขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไป และมีการควบคุมการเข้าออก (Control access)

Autopista ส่วนใหญ่จะเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งจะพ่วงบริการประกันอุบัติเหตุในเส้นทางไปด้วย ส่วนระบบตัวเลขจะมี 1-3 หลัก ทางหลวงที่อยู่แนวเหนือ-ใต้จะเป็นเลขคู่ ส่วนทางหลวงที่อยู่แนวตะวันออก-ตะวันตกจะเป็นเลขคู่

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล:  Ministry of Communications and Transport
  • ระยะทางรวม :  10,474 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด :   -

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน


 


หลังจากบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นลุกขึ้นมาพื้นฟูและพัฒนาประเทศให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในความเฟื่องฟูของประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลก เห็นได้จากปริมาณรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ จาก 130,000 คันเป็น 500,000 คันใน พ.ศ. 2494 และเพิ่มเป็น 1 ล้านใน พ.ศ. 2496 และเป็น 2 ล้านคันใน พ.ศ. 2500 แต่ถนนหนทางในขณะนั้นยังขาดมาตรฐานและไม่เพียงพอต่อปริมาณรถ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเร่งก่อสร้างโครงข่ายอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงเพื่อรองรองรับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมของประเทศ เนื่องจากโครงข่ายถนนที่ครอบคลุมและสะดวกสบาย ช่วยให้การขนส่งและระบบ
โลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็เจริญเติบโตขึ้นตามไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
                                            

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: Japan Highway Public Corporation (JH)
  • ระยะทางรวม 8,730 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด :  50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน



ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกที่มีการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ โดยเริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2464 เป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองมิลาน (Milan) กับเมืองวาเรซี (Varese) ประเทศอิตาลี ตามแนวคิดของ Piero Puricelli วิศวกรโยธาและนักลงทุนที่ได้รับสิทธิ์ในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ และเมื่อปลายทศวรรษที่ 1920 (ช่วง พ.ศ. 2463-2672) ประเทศอิตาลีมีทางหลวงพิเศษมากกว่า 4,000 กิโลเมตร เชื่อมเมืองต่างๆ ในประเทศอิตาลีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนอกจากเส้นทางสายหลักแล้ว ยังมีทางหลวงพิเศษสายสั้นๆ มีจุดเข้า-ออกสองสามจุด ซึ่งจะเชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสองสายหรือบางเส้นทางจะเป็นการเชื่อมเมืองที่มีความสำคัญ เรียกว่า bretelle, diramazioni หรือ raccordi

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: บริษัทเอกชนภายใต้การควบคุมดูแลของ National Autonomous Roads Corporation (บริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษและทางหลวงของประเทศอิตาลี)
  • ระยะทางรวม 6,400 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 130-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและสภาพอากาศ)
    • ต่ำสุด :   -

*หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน




โครงข่ายมอเตอร์ในสหราชอาณาจักรเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมตามหัวเมืองสำคัญเข้าไว้ด้วยกัน แนวคิดเรื่องมอเตอร์เวย์ในสหราชอาณาจักรเริ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับประเทศในยุโรปอื่นๆ คือ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยออกพระราชบัญญัติทางหลวงพิเศษขึ้นใน พ.ศ. 2492 แต่มอเตอร์เวย์สายแรกของสหราชอาณาจักรได้เปิดให้บริการจริงๆ ในอีกเกือบ 10 ปีหลังจากนั้น (ค.ศ. 2501) คือ เส้นทาง M1 ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ประตูสู่ภาคเหนือ” เริ่มต้นที่เมืองวัตฟอร์ด (Watford) และสิ้นสุดลงที่เมืองคริค/รักบี้ (Crick/Rugby) ซึ่งในเวลาต่อมาได้สร้างเส้นทางต่อเนื่องจนมาถึงเมืองเวสต์ ยอร์คไชร์ (West Yorkshire) และได้ก่อสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางอื่นๆ ต่อมาเรื่อยๆ จนครบ 1,600 กิโลเมตร หรือ 1,000 ไมล์ ในอีก 11 ปีต่อมา (พ.ศ. 2512) จนกระทั่งใน พ.ศ. 2540 รัฐบาลอังกฤษได้ลดแผนการเพิ่มโครงข่ายถนนที่เริ่มอิ่มตัว ไปเอาจริงเอาจังกับการสร้างระบบราง ซึ่งมอเตอร์เวย์สายสุดท้ายที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ คือ M60 (วงแหวนรอบนอกเมืองแมนเชสเตอร์)

อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 สหราชอาณาจักรได้เปิดให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองอีกหนึ่งสาย คือ M6toll เริ่มต้นจากฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเบอร์มิงแฮมไปจนถึงฝั่งเหนือของเมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นทางหลวงพิเศษที่เก็บเงินค่าผ่านทางเป็นสายแรกของ สหราชอาณาจักร โดยเป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP)

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล:  Highway Agency
  • ระยะทางรวม 3,438 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด : -

 *หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน



แม้ว่าถนนหรือทางหลวงของประเทศไทยจะมีมากกว่า 97,903 กิโลเมตร แต่ทางหลวงที่มีการควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์ (Fully Controlled Access) เพียง 382 กิโลเมตร ได้แก่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ ทางพิเศษ และทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ปัจจุบัน ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง เปิดให้บริการเพียง 2 เส้นทาง คือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ – ชลบุรี) ระยะทาง 82 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก ช่วง บางพลี – บางปะอิน ระยะทาง 64 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 146 กิโลเมตร

ทางพิเศษ
มีทั้งหมด 8 เส้นทาง อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 6 เส้นทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ระยะทาง 27.1 กิโลเมตร ทางพิเศษฉลองรัช ระยะทาง 18.7 กิโลเมตร ทางพิเศษบูรพาวิถี ระยะทาง 55 กิโลเมตร โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ ตอน S1 ระยะทาง 4.7 กิโลเมตร โครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ 22.5 กิโลเมตร และโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (BECL) 1 เส้นทาง ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช ระยะทาง 38.4 กิโลเมตร และอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) ได้แก่ ทางพิเศษอุดรรัถยา ระยะทาง 32 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 208 กิโลเมตร

ส่วนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์หรือทางยกระดับอุตราภิมุข แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกตั้งแต่บริเวณดินแดงไปจนถึงอนุสรณ์สถานอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด ระยะทาง 22 กิโลเมตร ช่วงที่สองตั้งแต่อนุสรณ์สถานไปจนถึงสุดเส้นทางที่รังสิต อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ระยะทาง 6 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 28 กิโลเมตร

ในส่วนของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้เล็งเห็นความสำคัญของการเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีประสิทธิภาพและรองรับการเดินทางทั่วประเทศ จึงให้มีการศึกษาทบทวนและกำหนดระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เหมาะสมของประเทศไทย รวมถึงการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ทดแทนแผนแม่บทเก่าที่ดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนด (อ่านข้อมูลความเป็นมาของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพิ่มเติม คลิก) เพื่อให้การเดินทางและขนส่งสินค้าสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ถึงที่หมายทันเวลา พัฒนาศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ดูแล: กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย  และบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด
  • ระยะทางรวม 382 กิโลเมตร
  • ความเร็วจำกัด*
    • สูงสุด : 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    • ต่ำสุด :  -

 *หมายเหตุ ความเร็วจำกัดในที่นี้เป็นความเร็วของรถยนต์ในสภาพอากาศปกติ หากมีฝนตก พายุหิมะ หรือสภาพอากาศที่บดบังทัศนวิสัยและการขับขี่ รวมถึงในกรณีรถบรรทุกหรือรถประเภทอื่นๆ จะกำหนดความเร็วแตกต่างออกไป


กลับสู่ด้านบน



 


โครงสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อโครงการ | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จำนวนผู้เข้าชม

Content & Webdesign © 2011 By Daoreuk Communications Co, Ltd. All right reserved.