การพัฒนาระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อคนไทยเดินทางสะดวกและปลอดภัย

สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความตรงเวลา เป็นข้อดีอันโดดเด่นของการเดินทางด้วยระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Intercity Motorway) ซึ่งจะมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการเดินทางและขนส่งของคนไทย ที่ต้องการเดินทางไปอีกจังหวัด หรืออีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศ หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน

ความจริงแล้วความคิดเรื่องทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่เคยมีการศึกษาจนกระทั่งจัดทำเป็น “แผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย” มาแล้ว

เมื่อ พ.ศ. 2530 -2531 เศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 11.4 เปอร์เซ็นต์ เกิดความต้องการในการเดินทางทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้การจราจรติดขัดทั้งบริเวณรอบกรุงเทพฯ และเมืองขนาดใหญ่ของประเทศไทย

ในขณะนั้นระบบทางหลวงแผ่นดินที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกเสนอขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีลักษณะพิเศษ คือ ออกแบบให้รองรับรถที่ใช้ความเร็วสูง มีการควบคุมการเข้า – ออกอย่างสมบูรณ์ ใช้ทางแยกต่างระดับ (Interchange) ในตำแหน่งที่ต้องตัดกับทางหลวงสายสำคัญเป็นทางเข้า – ออก มีรั้วกั้นตลอดแนว สร้างความปลอดภัยให้กับคน รถ และสัตว์ข้ามถนน จึงสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดระยะเวลาเดินทาง และเพิ่มความตรงเวลา ซึ่งจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมการเดินทางในประเทศ และในอนาคตเส้นทางดังกล่าวยังสามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมของประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น

ดังนั้น พ.ศ. 2534 กรมทางหลวงจึงได้ขอความร่วมมือทางวิชาการจากหน่วยงาน Japan International Cooperation Agency หรือ JICA ประเทศญี่ปุ่นในการศึกษาและพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ซึ่งได้เสนอเส้นทางการพัฒนาโครงข่าย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกเส้นทาง




(ดูภาพขนาดใหญ)

ต่อมาใน พ.ศ. 2539 กรมทางหลวง ได้นำเอาผลการศึกษาของ JICA มาจัดทำ “แผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย” มีเส้นทางทั้งสิ้น 13 เส้นทาง รวมระยะทาง 4,150 กิโลเมตร กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานเป็นแผนระยะยาว 20 ปี ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) ถึงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) (รูปเส้นทางทางหลวงทั่วประเทศ)

นอกจากนี้ยังเสนอแผนพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ในช่วง 10 ปี (พ.ศ. 2550 – 2559) โดยก่อสร้างเส้นทางที่มีความสำคัญสูง เชื่อมกรุงเทพฯ กับภูมิภาคใกล้เคียงจำนวน 5 เส้นทาง รวมระยะทาง 730 กิโลเมตร ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนแม่บทฯ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2540

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกำหนดแผนแม่บทในการก่อสร้างทางหลวงพิเศษอย่างชัดเจน แต่การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแต่ละเส้นทางจำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนค่อนข้างสูง ประกอบกับประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนดังกล่าวไปในปีเดียวกัน จึงส่งผลให้การดำเนินการก่อสร้างล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผน ปัจจุบัน (พ.ศ. 2554) จึงมีทางหลวงพิเศษที่เปิดให้บริการเพียง 2 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี ระยะทาง 79 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก ระยะทาง 65 กิโลเมตร รวมเป็นระยะทาง 144 กิโลเมตร

จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทางหลวงในปัจจุบัน ไม่สามารถรองรับความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรแออัด เดินทางล่าช้า และเกิดอุบัติเหตุทางถนนบ่อยครั้ง นำไปสู่ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางและขนส่งสินค้าภายในประเทศ เชื่อมโยงเข้ากับระบบขนส่งทั้งทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ  ซึ่งส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค กรมทางหลวงจึงเห็นควรให้มีการศึกษาทบทวนแผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทยที่มีอยู่  โดยว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัท ทีม โลจิสติกส์ แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด และบริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด ให้ดำเนินงานศึกษาจัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาทบทวนและกำหนดระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เหมาะสมของประเทศไทย รวมถึงการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) 2 ระยะ คือ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2555 - 2574) และระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2554 - 2564) และจัดทำแผนดำเนินงาน (Action Plan) ในช่วง 10 ปี (พ.ศ. 2555 - 2564) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้เรื่องรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทยต่อไป โดยตลอดระยะเวลาการศึกษาจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนรับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมคิด ร่วมพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน


โครงสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อโครงการ | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จำนวนผู้เข้าชม

Content & Webdesign © 2011 By Daoreuk Communications Co, Ltd. All right reserved.